อาณาจักรสัตว์

อาณาจักรสัตร์

1. หลักในการพิจารณาและจัดสิ่งมีชีวิตเข้าไว้ในอาณาจักรสัตว์
1.1เซลล์เป็นแบบยูคาริโอต(Eucaryotic) คือเซลล์มี เยื่อหุ้มนิวเคลียสมีไมโทรคอนเดรียมีไรโบโซมเป็ยชนิด 80s มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส มีการผสมของเซลล์สืบพันธ์เป็นไซโกต
1.2 ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ที่ไม่มีผนังเซลล์ ทำให้เซลล์มีลักษณะอ่อนนุ่ม เซลล์เหล่านี้จะมารวมกันเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง เช่น ลำเลียงอาหาร
1.3 สร้างอาหารเองไม่ได้เพราะไม่มีคลอโรฟิลล์ ดังนั้นการดำรงชีวิตจึงต้องกินสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นซึ่งอาจเป็นพืชหรือสัตว์
1.4 โดยทั่วไปเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองตลอดชีวิต มีบางชนิดที่เมื่อเป็นตัวเต็มวัยแล้วเกาะอยู่กับที่ไม่มีการเคลื่อนที่
1.5 ส่วนใหญ่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีระบบประสาท มีอวัยวะรับความรู้สึกและตอบสนอง
2. หลักที่สำคัญที่ใช้ในการแบ่งหมวดหมู่สัตว์
2.1 ระดับการร่วมกันทำงานของเซลล์ (Level of cell organization) โดยดูว่าการร่วมกันทำงานของเซลล์และการจัดเป็นเนื้อเยื่อนั้น มีลักษณะเป็น อย่างไรมากน้อยเพียงไหน
2.2 สมมาตร (Symmetry) โดยดูว่าสัตว์แต่ละชนิดมีสมมาตร(การตัดหรือผ่าออกทำให้ได้ 2 ส่วนที่เหมือนกัน) เช่น ไม่มีสมมาตร สมมาตรแบบทรง กลม สมมาตรแบบรัศมี สมมาตรแบบผ่าซีก
2.3 ทางเดินอาหาร (Digestive tract) ทางเดินอาหารของสัตว์มี
-แบบช่องร่างแห(Channel network) เช่น พวกฟองน้ำ
-แบบปากถุง(One-hole-sac) เช่น พวกซีเลนเทอเรตและหนอนตัวแบบ
-แบบท่อกลวง(Two-hole-sac) เช่นพวกหนอนตัวกลมขึ้นไปจนถึงพวกที่มักระดูกสันหลัง
2.4 ช่องลำตัว (Coelom) ช่องตัวพบในสัตว์พวกที่มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้นเท่านั้น
2.5 การแบ่งเป็นปล้อง (Segmentation) การแบ่งเป็นปล้องเป็นการเกิดรอยคอดขึ้นกับลำตัวแบ่งออกเป็น
-การแบ่งเป็นปล้องเฉพาะภายนอก (Superficial segmentation) เกิดที่เฉพาะผิวลำตัวเท่านั้น เช่น พวกพยาธิตัวตืด
-การแบ่งเป็นปล้องที่แท้จริง (Metameric segmentation) เกิดปล้องขึ้นทั้งภายในและภายนอก เช่น ไส้เดือน กุ้ง ปู
2.6 ลักษณะอื่นๆ
เช่น การใกระดูกสันหลัง การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนม


 
1.ไฟลัมพอริเฟอรา
(Phylum porifera)
สัตว์ในไฟลัมนี้เรียนกกันทั่วไปว่าฟองน้ำ ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในน้ำเค็มมีบางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำจืด มีลักษณะสำคัญดังนี้
1.                                       มีสมมาตรแบบรัศมี (Radial symmetry) หรือไม่มีสมมาตร (asymmetry)
2.                                       มีเนื้อเยื่อ 2-3 ชั้น ชั้นนอกทำหน้าที่เป็นผิวลำตัวหรือเอพิเดอร์มิส ส่วนชั้นในประกอบด้วย เซลล์พิเศษเรียกว่า โคแอโนไซต์ (Choanocyte หรือ Collar cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีแฟเจลลา 1 เส้นและ มีปลอกคอ (Collar) บุอยู่โดยรอบเรียกเซลล์ในชั้นนี้ว่า ชั้นแกสทรัล (Gastral layer)
3.                                       ทางเดินอาหารเป็นแบบช่องร่างแห (Channel network)ซึ่งประกอบ ด้วยรูเปิดเล็กๆออสเทีย(Ostia)ที่บริเวณผิวลำตัวรอบตัวทำหน้าที่เป็น ทางน้ำไหลเข้าภายในตัวและมีรูเปิดขนาดใหญ่ออสคิวลัม(Osculum) ทำหน้าที่เป็นทางน้ำไหลออกจากตัว
เซลล์โคแอโนไซต์(Choanocyte)ที่บุอยู่ที่ผิวด้านในจะพัดโบกแฟเจลลาอยู่ ตลอดเวลาทำให้เกิดการไหลเวียนของน้ำเข้าทางรูออสเทีย(Ostia)และไหล ออกจากตัวทางออสคิวลัม(Osculum)การไหลเวียนของน้ำผ่านลำตัวนี้ก่อให้ เกิดประโยชน์หลายประการคือ
·                     อาหารต่างๆได้แก่พวกแพลงก์ตอนจะไหลเข้ามาพร้อมกับน้ำและถูก เซลล์โคแอโนไซต์จับไว้และย่อยเพื่อส่งไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกายต่อไป
·                     เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซขึ้นทั่วตัวโดยอาศัยการแพร่ของก๊าซออกซิเจน จากน้ำเข้าสู่เซลล์และคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์ออกสู่น้ำรอบตัว
·                     เกิดการขับถ่ายของเสียต่างๆจากเซลล์ทั่วร่างกายและของเสียเหล่านี้ จะออกมาพร้อมกับน้ำที่ไหลออกมาทางOsculum
·                     ทำให้เกิดการผสมพันธุ์โดยสเปิร์มที่เข้ามาตอนน้ำไหลเข้าจะถูกเซลล์ โคแอโนไซต์จับไว้และจะเกิดการผสมพันธุ์กับไข่ต่อไป
4. ไม่มีระบบหมุนเวียนระบบหายใจระบบขับถ่ายและระบบประสาท โดยเฉพาะโดยทั่วไปอาศัยการไหลเวียนของน้ำเป็นตัวการสำคัญใน ขบวนการเหล่านี้
5. มีโครงร่างภายใน (Endoskeleton) เรียกว่าหนามฟองน้ำ (Spicule) ซึ่งมักจะเป็นสารพวกหินปูนหรือแก้ว(Silica)บางชนิดมีโครงร่างเป็นพวกใย โปรตีน (Spongin) ทำให้ตัวฟองน้ำมีลักษณะนุ่มนิ่ม
6. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อและการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศโดยการสร้างสเปิร์มและไข่ผสมกันและจะได้ตัวอ่อนที่ มีขนซีเลียว่ายน้ำได้และต่อมาก็หาที่เกาะเจริญเป็นตัวฟองน้ำเต็มวัยต่อไป
สัตว์จำพวกฟองน้ำมักจะเจริญและอาศัยอยู่ในบริเวณแนวหินปะการัง ดังนั้นฟองน้ำจึงเป็น ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสมดุลทางธรรมชาติเช่นเดียวกัน พวกซีเลนเทอเรตภายในตัวหรือโพรงของฟองน้ำจะเป็นที่อยูอาศัยของสัตว์ น้ำขนาดเล็กและพวกลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลา ทำให้มันรอดพ้นจากการถูกจับกิน และทำให้มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยได้มากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ ฟองน้ำถู ตัวสามารถเลี้ยงและผลิตเป็นอุตสาหกรรมและส่งออกที่มีราคาสูง ทำรายได้ให้แก่ผู้ผลิตได้มากๆดังนั้นการเลี้ยงฟองน้ำจึงเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง ที่ทำรายได้ให้แก่ชาวประมง

2.ไฟลัมซีเลนเทอราตา
(Phylum coelenterate)
สัตว์ที่อยู่ในไฟลัมนี้ เรียกว่า ซีเลนเทอเรต (Coelenterate) ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในทะเล เช่น ปะการัง กัลปังหา ดอกไม้ทะเล แมงกะพรุน มีเพียงส่วนน้อยอยู่ในน้ำจืด เช่น ไฮดรา แมงกระพรุนน้ำจืด ไฟลัม Coelenterate มีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1.                                       มีสมมาตรแบบรัศมี (Radial symmetry)
2.                                       มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ เนื้อเยื่อชั้นนอกทำหน้าที่เป็นผิวลำตัวเรียกว่า เอพิเดอร์มิส (Epidermis) และเนื้อเยื่อชั้นในทำหน้าที่เป็นเยื่อบุทางเดินอาหารเรียกว่า แกสโทรเดอร์มิส (Gastrodermis) ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นนอกและเนื้อเยื่อชั้นในมีสารซึ่งมีลักษณะคล้ายวุ้น แทรกอยู่เรียกว่าชั้นโซเกลีย (Mesoglea)
3.                                       ทางเดินอาหารเป็นแบบถุงไม่สมบูรณ์มีปากแต่ไม่มีทวารหนักช่อง ทางเดินอาหารนี้อยู่กลางลำตัวทำหน้าที่เป็นทั้งทางเดินอาหารและ ระบบหมุนเวียน เรียกว่าแกสโทรวาสคูลาร์ คาวิตี (Gastrovascular carvity)
4.                                       มีเข็มพิษหรือเนมาโทซีสต์(Nematocyst)ใช้ในการป้องกันและฆ่า เหยื่อเนมาโทซีสต์มักจะอยู่กันหนาแน่นที่บริเวณหนวด(Tentacle) ซึ่งอยู่รอบปากมากกว่าบริเวณอื่นๆทำให้การหาอาหารและการต่อสู้กับ ศัตรูมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
5.                                       ไม่มีระบบหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบขับถ่ายโดยเฉพาะ แต่โดยทั่วไปอาศัยการแพร่ของก๊าซและของเสียต่างๆระหว่างน้ำที่ อยู่รอบๆตัวกับผิวลำตัวโดยตรง หรือมีเซลล์ชนิดพิเศษเช่นเซลล์ ที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร (nutritive cell) ช่วยทำหน้าที่ ย่อยและดูดซึมสามอาหาร เพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายต่อไป
6.                                       ระบบประสาทเป็นแบบข่ายใยประสาท(Nerve net)แผ่กระจายทั่วตัว และหนาแน่นบริเวณหนวดดังนั้นการนำกระแสประสาทจึงเป็นไปใน ลักษณะทุกทิศทุกทางทำให้กระแสประสาทเคลื่อนที่ไปได้ช้าและมีทิศ ทางไม่แน่นอนซึ่งแตกต่างจากสัตว์ชั้นสูงอื่นๆ
7.                                       สัตว์กลุ่มนี้มีรูปร่างเป็น 2 แบบ คือ รูปร่างแบบต้นไม้เรียกว่า โพลิป (Polyp) เช่น ไฮดรา ปะการังดอกไม้ทะเลและรูร่างคล้ายร่มหรือกระ ดิ่งคว่ำ เรียกว่า เมดูซา(Medusa) ได้แก่แมงกระพรุน
8.                                       การสืบพันธุ์ มีทั้งแบบอาศัยเพศและแบบไม่อาศัยเพศแบบอาศัยเพศ โดยการสร้างเซลล์สืบพันธุ์มาผสมกันส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศโดยการแตกหน่อหรือการ แบ่งตัว ซีเลนเทอเรตหลายชนิด เช่น แมงกะพรุน โอบีเลียมีการสืบพันธุ์แบบสลับ (Alternative of generation) โดยมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยการแบ่งตัวหรือ แตกหน่อกับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศด้วยการสร้างเซลล์สืบพันธุ์มา ผสมกัน
สัตว์ในกลุ่มนี้จัดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปะการัง เพราะปะการัง สามารถสร้างโครงร่างภายนอกซึ่งเป็นสารจำพวก หินปูนได้และโครงหินปูนเหล่านี้รวมกันมากๆกลายเป็นแนวหินปะการังซึ่ง ให้ความสวยงามเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นที่ท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวมา ชมปีละมากๆเช่น หินปะการังที่เกาะล้านนอกจากนี้แนวหินปะการังยังมี ความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมาก เพราะแนวหินปะการังเป็นที่อยู่อาศัยที่ หลบภัย ที่หาอาหาร ที่ผสมพันธุ์และการเจริญของตัวอ่อนของสัตว์ทะเล หลายชนิดก็อาศัยแนวหินปะการังเป็นแหล่ง ที่อาศัยและที่เจิญเติบโต ดังนั้นแนวหินปะการังจึงมีสัตว์ต่างๆมาอาศัยอยู่อย่างชุกชุมซึ่ง ลักษณะอันนี้จัดเป็นระบบนิเวศที่สำคัญและเป็นสมดุลธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่ในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากเพราะแนวหินปะการังถูก ทำลายอย่างมาก
3.ไฟลัมเนมาโทดา
(Phylum nematoda)
สัตว์ในไฟลัมนี้เรียกกันทั่วไปว่า หนอนตัวกลม(Round worm) หรือเนมาโทด (Nematode) ซึ่งมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
1.                                       มีสมมาตรแบบผ่าซีก (Bilateral symmetry)
2.                                       มีช่องว่างในลำตัวแบบเทียม (Pseudocoelomate animal) โดยมีช่องว่างอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นกลางและเนื้อเยื่อชั้นใน
3.                                       ลำตัวกลม ยาว แหลมหัวแหลมท้าย ไม่มีข้อปล้อง ผิวลำตัวเรียบ มีสารคิวทิเคิลหนาหุ้มตัว
4.                                       ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด แต่ใช้ของเหลวในช่องว่างเทียมช่วยในการลำเลียงสาร
5.                                       ไม่มีอวัยวะหายใจโดยเฉพาะ พวกที่ดำรงชีพวิตแบบปรสิตหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน แต่พวกที่อยู่อย่างอิสระใช้ผิวหนังเป็นส่วนแลกเปลี่ยนก็าซกับสิ่งแวดล้อม
6.                                       ระบบขับถ่ายประกอบด้วยเส้นข้างลำตัว (Lateral line) ซึ่งภายในบรรจุท่อขับถ่าย (Excretory canal) ไว้
7.                                       ทางเดินอาหารสมบูรณ์ประกอบด้วยปากและทวารหนัก
8.                                       ระบบประสาท ประกอบด้วยปมประสาทรูปวงแหวน (Nerve ring) อยู่รอบคอหอยและมีแขนงประสาทแยกออกทางด้านท้องและทางด้านหลัง
9.                                       มีระบบกล้ามเนื้อยาวตลอดลำตัว (Longitudinal muscle)
10.                                 เป็นสัตว์แยกเพศตัวเมียมักมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้เนื่องจากตัวเมียต้องทำหน้าที่ในการออกไข่หนอนตัวกลมแบ่งออกเป็น 3 พวก คือ
·                     พวกปรสิตในสัตว์
-- พยาธิตัวกลมในลำไส้ (Intestinal round worm)
-- พยาธิตัวกลมในเนื้อเยื่อ (Tissue round worm)
·                     พวกปรสิตในพืช
·                     พวกดำรงชีวิตแบบอิสระ

4.ไฟลัมอาร์โทรโพดา
(Phylum arthropoda)
สัตว์ที่จัดอยู่ในไฟลัมนี้เรียกว่าสัตว์ขาข้อ หรืออาร์โทรพอด (Arthropod) ซึ่งหมายถึงมีรยางค์ต่อกัน เป็นข้อๆ สัตว์กลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุด ประมาณ1,200,000 ชนิด หรือกว่า 80% ของอาณาจักรสัตว์ พวกอาร์โทรพอดมีความสำพันธ์กับพวกแอนเนลิดมากโดยเจิญมาจากพวกแอนเนลิด อาร์โทรพอดมีลักษณะสำคัญดังนี้
1.                                       มีสมมาตรแบบผ่าซีก
2.                                       มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น และมีช่องตัวแบบแท้งจริง
3.                                       ลำตัวมีลักษณะเป็นปล้อง และแบ่งออกเป็นส่วนๆโดยทั่วไปแล้วมี 3 ส่วน คือ ส่วนหัว(Head) ส่วนอก( Thorax) และส่วนท้อง(Abdomen) เช่นพวกแมลง แต่บางชนิดส่วนหัวและส่วนอกจะรวมกันเป็นส่วนเดียวแยกออกจากกันไม่ได้เรียกว่า เซฟาโลทอแรกซ์ (Cephalothorax) เช่น กุ้ง ปู นอกจากนี้ในพวกกิ้งกือและ ตะขาบส่วนของอกและท้องจะมีลักษณะเหมือนกัน
4.                                       มีรยางค์ยื่นออกจากลำตัวเป็นคู่ๆ เช่น ขาเดิน ขาว่ายน้ำ อวัยวะส่วนปาก หนวด ปีก และรยางค์เหล่านี้มักมีลักษณะต่อกันเป็นข้อๆด้วย
5.                                       มีโครงร่างภายนอก (Exoskeleton) เป็นสารจำพวกไคทิน(Chitin) แข็งหุ้มรอบตัว ดังนั้นในขณะที่มีการเจริญเติบโต สัตว์ในไฟลัมนี้หลายชนิดจึงต้องมีการลอกคราบ (Molting) เพื่อเอาเปลือกเก่าซึ่งมีขนาดเล็กออกเล็กแล้วสร้างเปลือกใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าขึ้นมาแทน
6.                                       ทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์ มีปากและทวารหนัก สำหรับส่วนปากมีอวัยวะที่ช่วยในการกินอาหารและมีการดัดแปลงไปเพื่อให้เหมาะสมกับ สภาพของอาหาร เช่นมีปากแบบกัดกิน ดูดกิน เจาะดูด เป็นต้น
7.                                       ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นระบบเปิด (Open circutory sysytem) โดยเลือดเมื่อออกจากหัวใจเทียม (Pseudoheart) แล้วจะไหลไปตามเส้นเลือด ต่อจากนั้นจะไหลเข้าสู่ช่องว่างในลำตัว (Hemocoel) แล้วไหลกลับเข้าสู่หัวใจอีก จะเห็นได้ว่าเลือดไม่ได้อยู่ภายในหัวใจและเส้นเลือดตลอดเวลา แต่มีบางระยะที่เลืออดไหลออกมาอยู่นอกเส้นเลือด จึงเรียกระบบการหมุนเวียนแบบนี้ว่า ระบบเปิด นอกจากนี้ สัตว์กลุ่มนี้อามีเลือดเป็นสีฟ้าอ่อนหรือไม่มีสีเนื่องจากสาร เฮโมไซยานิน (Hemocyanin) เป็นองค์ประกอบหรือมีสีแดงเนื่องจากเฮโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นองค์ประกอบ
8.                                       มีระบบขับถ่ายเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่ม เช่น แมลงมี มัลพีเกียน ทูบูล (Malpighain tuble) ซึ่งเป็นท่ออยู่ที่ทางเดินอาหารเป็นอวัยวะขับถ่าย กุ้งมีกรีนแกลนด์ หรือต่อมเขียว (Green gland) ที่โคนหนวดทำหน้าที่ขับถ่าย
9.                                       ระบบหายใจประกอบด้วยอวัยวะหาบใจหลายชนิดในพวกที่อยู่ในน้ำเช่น พวกกุ้ง ปู หายใจด้วยเหงือก (Gill) พวกแมลงหายใจได้ด้วยระบบท่อลม (Tracheal system) ที่แทรกอยู่ทั้งตัว แมงมุมหายใจด้วยบุคลัง (Book lung) ที่บริเวณส่วนท้อง ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆซ้อนกันอยู่หลายชั้นเป็นต้น
10.                                 ระบบประสาทมีปมประสาทที่หัว 1 คู่ และมีเส้นประสาททางด้านท้อง (Ventral nerver cord) ทอดไปตามความยาวของลำตัว 1 คู่และมีอวัยวะสัมผัสเจริญดี เช่น ตาเดี่ยว ตาประกอบ หนวด ขาสัมผัสเป็นต้น
11.                                 ระบบสืบพันธุ์เป็นสัตว์แยกเพศ มักมีการปฏิสนธิภายในตัว และออกลูกเป็นไข่ที่มีไข่แดงมาก ในขณะที่มีการเจิญเติบโตมักมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปด้วย
5.ไฟลัมคอร์ดาตา
(Phylum chordata)
สัตว์ไฟลัมคอร์ดาตาเรียกว่าาพวกคอร์เดต (chordate)สัตว์ในไฟลัมนี้ถึอว่ามี ความสำคัญที่สุด และมีวิวัฒนาการสูงสุด มีการปรับตัวทั้งโครงสร้างภายนอก โครงสร้างทางกายวิภาค สรีรวิทยา พฤติกรรมมากกว่าสัตว์ กลุ่มอื่นๆ สำหรับกำเนิดของคอร์เดตนั้นยังไม่มีใครระบุได้แน่ชัด แต่เชื่อกันว่าคอร์เดตน่าจะวิวัฒนาการมาจากพวกเอไคโนเดิร์มเนื่องจากการเจริญของตัวอ่อนกลุ่ม นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกันเช่นการเกิดของช่องตัวและการเกิดของช่องทวารหนัก แต่ก็ไม่มีใครสรุปได้แน่นอนว่าคอร์เดตวิวัฒนาการมาจากเอไคโนเดิร์ม หรือมีบรรพบุรุษร่วมกับ พวกเอไคโนเดิร์มเป็นสัตว์ที่จัดอยู่ในไฟลัมคอร์ดาตามีลักษณะร่วมกันดังนี้
1.                                       มีโนโตคอร์ด(Notochord) ซึ่งเป็นแกนค้ำจุนหรือพยุงกายเกิดขึ้นในระยะใดระยะหนึ่งของชีวิตหรือตลอดชีวิต ในพวกสัตว์ชั้นสูงมีกระดูกอ่อนหรือกระดูกแข็งแทนโนโตคอร์
2.                                       มีไขสันหลังเป็นหลอดยาวกลวงอยู่ทางด้านหลัง(Dorsal hollow nerve tube) เหลือทางเดินอาหารซึ่งแตกต่างจากสัตว์พวกไม่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งมีระบบประสาทอยู่ทางด้านท้อง(Ventral nerve cord) ใต้ทางเดินอาหารและเป็นเส้นตัน
3.                                       มีช่องเหงือก(Gill slit) ในระยะใดระยะหนึ่งของชีวิตหรือตลอดชีวิตในพวหสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นสูง เช่น สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะมีช่องเหงือกตอนเป็นตัวอ่อนเท่านั้น เมื่อโตขึ้นช่องเหงือกจะปิดส่วนปลามีช่องเหงือกตลอดชีวิต สัตว์ในไฟลัมคอร์ดาตาแบ่งออกเป็น 2 พวกคือ
--โพรโทรคอร์เดต(Protrochordate) ได้แก่ เพรียงหัวหอม(Tumicate)และแอมฟิออกซัส(Amphioxus)
--สัตว์มีกระดูกสันหลัง(Vertebrate) ได้แก่ ปลาปากกลม(Cyclostome) ปลาฉลาม ปลากระเบน ปลาฉนาก ปลาทู ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาช่อน ม้าน้ำและสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ





6.ไฟลัมเอชิโนเดอร์มาตา
(Phylum echinodermata)
สัตว์พวกนี้มีผิวลำตัวขรุขระหรือมีหนามเรียกว่าพวก เอไคโนเดิร์ม ( Echinoderm) มีลักษณะสำคัญดังนี้
1.                                        มีสมมาตรเป็น 2 แบบ เมื่อเป็นตัวอ่อนมีสมมาตรแบบผ่าซีก (Bilateral symmetry) เมื่อเจริญเป็นตัวเต็มวัยมีสมมาตรแบบรัศมี (Radial symmetry)
2.                                        มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ชั้นนอกประกอบด้วยผิวขรุขระ ภายในมีโครงร่าง (Endoskeleton) เป็นชิ้นหินปูนขนาดเล็กต่อกัน ทำให้เคลื่อนไหวได้ บางชนิดเป็นแผ่นแข็งทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ โครงร่างภายในนี้เปลื่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesoderm)
3.                                        ทางเดินอาหารสมบูรณ์ประกอบด้วยปากและทวารหนัก ยกเว้นบางชนิดเช่น ดาวเปราะ (Brittle star) มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก
4.                                        มีระบบทางเดินน้ำ (Water vascular system) อยู่ภายในตัวและมีเท้าท่อ (Tube feet) ช่วยในการเคลื่อนที่โดยการผสานการทำงานของเท้าท่อและระบบน้ำเข้าด้วยกัน
5.                                        ระบบหมุนเวียนไม่ค่อยเจริญมากนัก มีเหงือกที่ผิวลำตัว (dermal branchia) ช่วยในการหายใจ
6.                                        ระบบประสาทประกอบด้วย ปมประสาทรูปวงแหวนรอบปากและมีข่ายใยประสาท (Nerve net) แพร่กระจายทั่วตัวรวมทั้งแทรกเข้าไปในแฉกด้วย
7.                                        เป็นสัตว์แยกเพศและมีอวัยวะสืบพันธุ์เจริญดีมาก มีการปฏิสนธินอกตัว และมีการเจริญนอกตัวอ่อนซึ่งมีลักษณะแตกต่างตัวเต็มวัยเป็นอย่างมาก
8.                                        สัตว์ในไฟลัมนี้อาศัยอยู่ในทะเลทั้งหมด
7.ไฟลัมแพลทีเฮลมินเทส
(Phylum platyhelminthes)
สัตว์ในไฟลัมนี้เรียกกันทั่วไปว่าหนอนตัวแบน (Flat worm) ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้
1.                                        มีสมมาตรเป็นแบบครึ่งซีก (Bilateral symmetry)
2.                                        ไม่มีช่องว่างในลำตัว (Acoelomate animal) เนื่องจากเนื้อเยื่อชั้นกลางมีเนื้อเยื่อหยุ่นๆบรรจุอยู่เต็มไปหมด
3.                                        ไม่มีข้อปล้อง แต่บางชนิดเช่นพยาธิตัวตืด มีข้อปล้องแต่เป็นช้อปล้องที่เกิดขึ้นเฉพาะที่ผิวลำตัวเท่านั้น
4.                                        พวกที่ดำรงชีวิตแบบพยาธิ (Parasitic type) จะมีสารคิวทิเคิล (cuticle) ซึ่งสร้างจากเซลล์ ที่ผิวของลำตัวหุ้มลำตัวเพื่อป้องกันอันตรายซึ่งจะเกิดจากน้ำย่อยของผู้ที่มันเป็นปรสิตอยู่ (Host) ทำอันตรายแต่ในพวกที่ ดำรงชีพแบบอิสระ (Free living type) จะไม่มีสารคิวทิเคิลหุ้มแต่จะเป็นเมื่อกลื่นๆแทน เพื่อช่วยป้องกันให้เคลื่อนที่ได้ดีขึ้น
5.                                        ไม่มีระบบหมุนเวียนโลหิต ไม่มีเส้นเลือด ไม่มีหัวใจ สารอาหารไปเลี้ยงเซลล์โดยการแพร่จากทางเดินอาหารเข้าสู่เซลล์โดยตรง
6.                                        ไม่มีอวัยวะที่ใช้ในการหายใจโดยเฉพาะ ในพวกที่ดำรงชีวิตแบบปรสิตหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobil respiration) ส่วนในพวกที่ดำรงชีวิตแบบอิสระหายใจแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic respiration) โดยใช้ผิวลำตัวในการแลกเปลี่ยนก๊าซ
7.                                        ระบบทางเดินอาหารเป็นแบบไม่สมบูรณ์มีปากแต่ไม่มีทวารหนัก และทางเดินอาหารแตกแขนงออกเป็น 2-3 แฉก ในพวกพยาธิตัวตืดไม่มีทางเดินอาหาร
8.                                        ระบบขับถ่ายใช้เซลล์ชนิดพิเศษเรียกว่า เฟลมเซลล์ (Flame cell) ซึ่งแทรกอยู่ทั่วลำตัวทำหน้าที่สกัดของเสียและขับของเสียออกทางท่อที่อยู่ 2 ข้างลำตัว (Excretory canal)
9.                                        มีระบบประสาทอยู่ทางด้านหน้าและแตกแขนงออกไปทางงด้านข้างของ0ลำตัว
10.                                   ระบบสืบพันธุ์ จัดเปแนพวกกระเทย (Hermaphrodite) คือมีทั้งสองเพศในตัวเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์ได้ภายในตัวเอง (Self fertilization) และผสมพันธุ์ข้ามตัว (Cross fretilization)
8.ไฟลัมมอลลัสกา
(Phylum mollusca)
สัตว์ที่จัดอยู่ในไฟลัมนี้เรียกว่า มอลลัสก์ (Mollusk) ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม มีทั้งหมดประมาณ 80,000 สปีชีส์ มีลักษณะสำคัญดังนี้
1.                                       มีสมมาตรเป็นแบบผ่าซีก (Bilateral symmetry)
2.                                       มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ช่องตัวเป็นแบบแท้จริง (Eucoelomate animal)
3.                                       ลำตัวอ่อนุ่มไม่มีปล้องโดยทั่วไปแล้วมีแมนเทิล (Mantle) ทำหน้าที่ในการสร้างเปลือก ซึ่งเป็นสารจำพวกหินปูน (CaCo3) แต่บางชนิดอาจไม่มีเปลือก เช่นพวกทากทะเล
4.                                       ระบบทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์มีปากและมีทวารหนักแต่ทางเดินอาหารมักจะขด เป็นรูปตัวยู (U) ในช่องปากมักมีแรดูลา (Radula) ซึ่งเป็นสารจำพวกไคทิน (Chitin) ช่วยในการขูดและกินอาหาร (ยกเว้นพวกหอย 2 ฝาไม่มีแรดูลา) นอกจากนี้ยังมีน้ำย่อยที่ สร้างจากต่อมน้ำลายช่วยในการย่อยอาหารอีกด้วย
5.                                       ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นระบบเปิด (Open circulatory system) ซึ่งหมายถึง เลือดไม่ได้อยู่ภายในเส้นเลือดตลอดเวลา แต่มีบางระยะเลือดไหลเข้าสู่ช่องว่างในลำตัว แล้วจึงไหลกลับเข้าสู่หัวใจอีก หัวใจของพวกมอลลัสก์ มี2-3 ห้อง ทำหน้าที่รับส่งเลือด ในน้ำเลือดมีสารเฮโมไซยานิน (Homocyanin) ซึ่งมีธาตุทองแดง(Cu) เป็นองค์ประกอบ อยู่หรือเฮโมโกลบิน(Hemoglobin) ซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบอยู่ช่วยในการลำเลียง ก็าซออกซิเจน
6.                                       ระบบหายใจพวกที่อยู่ในน้ำหายใจด้วยเหงือกส่วนพวกที่อยู่บนบกหายใจด้วยปอดซึ่ง เปลี่ยนแปลงมาจากช่องของแมนเทิลหรืออาจใช้แมนเทิลและผิวลำตัวในการแลกเปลี่ยนก็าซ เพื่อการหายใจ
7.                                       อวัยวะขับถ่ายประกอบด้วยเนฟริเดีย (Nephridia) เป็นคู่ๆช่วยสกัดของเสียออกจากเลือด
8.                                       ระบบประสาทโดยทั่วไปประกอบด้วยปมประสาท 3 คู่ คือปมประสาทที่หัว (Cerebral ganglion) ควบคุมการทำงานของอวัยวะที่ส่วนหัว ปมประสาทเท้า (Pedal ganglion)ควบคุมอวัยวะที่เท้า(Foot)และการหดตัวของกล้ามเนื้อซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนที่ ปมประสาทที่อวัยวะภายใน(Visceral ganglion)ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ ปมประสาททั้ง 3 ส่วนจะทำงานประสานกันโดยมีเส้นประสาทเชื่อมโยงจากปมประสาท ที่หัวไปยังปมประสาทที่เท้าและอวัยวะภายในด้วย
9.                                       ระบบสืบพันธุ์ โดยทัวไปแล้วเป็นสัตว์แยกเพศ ตัวผู้และตัวเมียแยกกัน มีบางชนิด เช่น หอยทากเปลี่ยนเพศได้ (Protandic hermaphrodite)การปฏิสนธิมีทั้งภายนอกและ ภายในร่างกายโดยทั่วไปแล้วออกลูกเป็นไข่บางชนิดเท่านั้นที่ออกลูกเป็นตัว
10.                                 ร่างกายของมอลลัสก์อ่อนนุ่นไม่แบ่งเป็นปล้อง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ
·                     ส่วนหัว (Head) บางชนิด เช่น หอยฝาเดียว หมึก ส่วนหัวเจริญดีมาก มีตาและหนวดช่วยในการสัมผัส แต่พวกหอยสองฝาส่วนหัวจะไม่ค่อยเจริญ
·                     ส่วนเท้า (Foot) เป็นกล้ามเนื้อช่วยให้หอยเคลื่อนที่อยู่ทางด้านท้อง (Ventral)
·                     อวัยวะภายใน (Visceral mass) เป็นส่วนอวัยวะภายในที่อยู่บริเวณกลางๆ ลำตัวและภายในส่วนของเท้า
·                     แมนเทิล (Mantle) เป็นเยื่อบางๆที่ปกคลุมลำตัวและติดต่อกับพื้นด้านในของกาบหรือเปลือกแมนเทิลช่วยในการ สร้างกาบและเปลือกหอย
9.ไฟลัมแอนเนลิดา
(Phylum annelida)
สัตว์ที่อยู่ในไฟลัมนี้เรียกกันทั่ว ไปว่าหนอนตัวกลมมีปล้อง (Segmentted round worm) หรือ แอนเนลิด (annelid) มีลักษณะสำคัญดังนี้
1.                                        มีสมมาตรแบบผ่าซีก
2.                                        มีช่องว่างในลำตัวแบบแท้ (Eucoelomate animal) โดยช่องว่างนี้อยู่ภายในเนื้อเยื่อชั้นกลาง
3.                                        ลำตัวกลม ยาว มีลักษณะเป็นปล้องที่แท้จริงเกิดขึ้นตามขวางของลำตัวตลอดตัว
4.                                        มีเดือย (Seta) ยื่นออกจากผิวลำตัว ยกเว้นปลิงน้ำจืดไม่มี
5.                                        ทางเดินอาหารสมบูรณ์มีทั้งปากและทวารหนักเป็นท่อตรงตลอดลำตัว
6.                                        มีระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นระบบปิด (Closed circulatory system) ประกอบไปด้วยหัวใจซึ่งเป็นเส้นเลือดหดตัวได้เรียกว่าา หัวใจเทียม (Pseudoheart) ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปตามเส้นเลือดที่ยาวตลอดลำตัวและแขนงที่แยกแแกไป เลือดมีสีแดงของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในน้ำเลือดส่วนเซลล์เม็ดเลือดไม่มีสี
7.                                        ระบบหายใจยังอาศัยผิวลำตัวที่เปียกชื้นให้เกิดการแลกเปลื่ยนก็าซกับสิ่งแวดล้อม แต่ในพวกแม่เพรียงมีอวัยวะข้างลำตัวช่วยในการแลกเปลื่ยนก็าซ
8.                                        อวัยวะขับถ่ายเรียกเนฟริเดีย (Nephridia) ซึ่งแทรกอยู่ภายในปล้อง มีลักษณะคล้ายหน่วยไต (Nephron) ของสัตว์ชั้นสูง
9.                                        ระบบประสาทเป็นเส้นคู่อยู่ทางด้านท้องเรียกว่า เส้นประสาทด้านท้อง (Ventral nerve cord) ในแต่ละปล้องจะมีแขนงประสาทแยกออกจาก เส้นประสาทด้านท้อง ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆซึ่งอยู่ภายในปล้องนั้นๆ
10.                                   ส่วนใหญ่เป็นกระเทยมีบางชนิดเช่น แม่เพรียงเป็นสัตว์แยกเพศ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น